ทำความรู้จัก KPI และ OKR เครื่องมือสำคัญในการวางแผนและวัดผลการทำงาน

Last updated: 22 ต.ค. 2569  |  7 จำนวนผู้เข้าชม  | 

KPI และ OKR แตกต่างกันอย่างไร

ทำความรู้จัก KPI และ OKR เครื่องมือสำคัญในการวางแผนและพัฒนาองค์กร
ในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย

การกำหนดทิศทางที่ชัดเจนและการติดตามผลอย่างเป็นระบบถือเป็นสิ่งสำคัญ หลายองค์กรจึงนำเครื่องมืออย่าง KPI และ OKR มาใช้ในการวางแผนและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถทำงานไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

KPI คืออะไร?

KPI (Key Performance Indicator) หรือ ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความสำเร็จของการทำงาน โดยกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสามารถประเมินผลได้

ตัวอย่าง KPI

  • ฝ่ายขาย: ยอดขายรายเดือน หรือจำนวนลูกค้าใหม่
  • ฝ่ายการตลาด: จำนวนลูกค้าที่สนใจสินค้า หรือจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์
  • ฝ่ายผลิต: อัตราของเสียจากการผลิต หรือปริมาณการผลิตตามแผน
  • ฝ่ายทรัพยากรบุคคล: อัตราการลาออกของพนักงาน หรือระยะเวลาในการสรรหาบุคลากร

KPI จึงช่วยให้องค์กรทราบว่าผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ และส่วนใดที่ควรปรับปรุง

 

 

OKR คืออะไร?

OKR (Objectives and Key Results) คือ เครื่องมือในการกำหนดเป้าหมายและผลลัพธ์สำคัญที่ต้องการบรรลุ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

Objective (O) คือ เป้าหมายที่ต้องการทำให้สำเร็จ โดยเน้นความชัดเจนและสร้างแรงผลักดันในการทำงาน

Key Results (KR) คือ ผลลัพธ์ที่ใช้วัดว่าองค์กรเข้าใกล้เป้าหมายมากน้อยเพียงใด โดยต้องสามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่าง OKR สำหรับฝ่ายการตลาด
Objective: เพิ่มโอกาสทางธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์
Key Results:

  • เพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ที่ติดต่อผ่านเว็บไซต์ 20%
  • เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์จากการค้นหาบน Google 30%
  • เพิ่มอัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นผู้ติดต่อจาก 2% เป็น 3%

OKR จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการวัดผลการทำงาน แต่ยังช่วยกระตุ้นให้ทีมงานพัฒนาและสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

 

 

KPI และ OKR แตกต่างกันอย่างไร?

แม้ KPI และ OKR จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรกำหนดเป้าหมายและวัดผลความสำเร็จ แต่ทั้งสองมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน

KPI เน้นการวัดผลการดำเนินงาน
เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ติดตามประสิทธิภาพการทำงานว่าผลลัพธ์เป็นไปตามเป้าหมายหรือมาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น ยอดขายรายเดือน จำนวนลูกค้าใหม่ หรืออัตราของเสียจากการผลิต โดยมักใช้ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินประสิทธิภาพและปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

OKR เน้นการขับเคลื่อนเป้าหมายและการพัฒนา
เป็นเครื่องมือที่ช่วยกำหนดทิศทางและเป้าหมายสำคัญที่องค์กรต้องการบรรลุ โดยมีผลลัพธ์ที่สามารถวัดความสำเร็จได้อย่างชัดเจน เช่น การขยายฐานลูกค้า การเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ หรือการพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมักกำหนดเป้าหมายเป็นรอบ เช่น รายไตรมาสหรือรายปี

กล่าวง่าย ๆ คือ KPI ช่วยตอบคำถามว่า “เราทำงานได้ดีแค่ไหน” ส่วน OKR ช่วยตอบคำถามว่า “เราต้องการไปถึงจุดไหน และจะวัดความสำเร็จอย่างไร”

ทั้งสองเครื่องมือจึงไม่ใช่สิ่งที่ใช้ทดแทนกัน แต่สามารถนำมาใช้ร่วมกัน เพื่อช่วยให้องค์กรติดตามผลการดำเนินงานควบคู่ไปกับการพัฒนาและขับเคลื่อนเป้าหมายในระยะยาว

 

 

ทำไมองค์กรจึงควรใช้ KPI และ OKR ร่วมกัน?

การใช้ KPI และ OKR ควบคู่กันช่วยให้องค์กรสามารถติดตามประสิทธิภาพการทำงานประจำวัน พร้อมกับขับเคลื่อนเป้าหมายระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ

KPI ช่วยตรวจสอบผลการดำเนินงาน ขณะที่ OKR ช่วยกำหนดทิศทางและสร้างเป้าหมายร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เมื่อทั้งสองเครื่องมือสอดคล้องกัน จะช่วยให้พนักงานเข้าใจบทบาทของตนเอง และมองเห็นว่าผลงานของแต่ละคนมีส่วนสนับสนุนความสำเร็จขององค์กรอย่างไร

สรุป
KPI และ OKR เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรทำงานอย่างมีเป้าหมาย วัดผลได้ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีวิธีการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างความร่วมมือระหว่างทีม และขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้