Last updated: 28 ส.ค. 2569 | 153 จำนวนผู้เข้าชม |
หนึ่งในเรื่องสำคัญที่ทั้งนายจ้าง ฝ่าย HR และมนุษย์เงินเดือนควรรู้ในปี 2569 คือ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” รูปแบบใหม่ ซึ่งมีกำหนดเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
หลักการสำคัญคือ ลูกจ้างและนายจ้างจะร่วมกันนำเงินเข้ากองทุน เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงานหรืออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างงาน โดยช่วงแรกทั้งสองฝ่ายจะนำส่งเงินในอัตรา ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่กองทุนที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2569 แต่เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันและช่วยเหลือลูกจ้างในกรณีออกจากงาน เสียชีวิต หรือกรณีอื่นตามที่กฎหมายกำหนด
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและกำลังได้รับความสนใจในปี 2569 คือ การเริ่มใช้ระบบที่ให้นายจ้างและลูกจ้าง ร่วมกันส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเดิมมีกำหนดเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ก่อนจะเลื่อนออกมาเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569

ใครบ้างที่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?
กลุ่มเป้าหมายหลักคือสถานประกอบกิจการที่มี ลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และยังไม่ได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือระบบการสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือเสียชีวิตที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
สำหรับบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แต่มีลูกจ้างบางรายที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น พนักงานที่ยังไม่ผ่านทดลองงาน หรือพนักงานที่ไม่ได้สมัครเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ควรตรวจสอบสถานะของลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวเพิ่มเติม เพราะอาจยังเข้าข่ายต้องเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ดังนั้น ฝ่ายบุคคลหรือ HR ไม่ควรพิจารณาเพียงว่าบริษัท “มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่” เท่านั้น แต่ควรตรวจสอบด้วยว่าลูกจ้างแต่ละคนได้รับความคุ้มครองตามหลักเกณฑ์ครบถ้วนหรือไม่

เริ่มหักเงินเท่าไร?
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างจะจ่ายเงินสะสมในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง ขณะที่นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มอีก 0.25% ของค่าจ้าง เช่นเดียวกัน หลังจากนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป อัตราจะเพิ่มขึ้นเป็นฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง
ตัวอย่างเช่น หากลูกจ้างมีค่าจ้าง 20,000 บาทต่อเดือน ในช่วงแรก ลูกจ้างจะถูกหักเงินสะสม 50 บาท และนายจ้างจะสมทบให้อีก 50 บาท เท่ากับมีเงินเข้าสู่กองทุนรวม 100 บาทต่อเดือน
หากค่าจ้างอยู่ที่ 30,000 บาทต่อเดือน ลูกจ้างจะจ่ายเงินสะสม 75 บาท และนายจ้างสมทบเพิ่มอีก 75 บาท รวมเป็น 150 บาทต่อเดือน จึงไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างจะต้องเป็นผู้รับภาระทั้งหมด เพราะทุกครั้งที่ลูกจ้างสะสมเงินเข้ากองทุน นายจ้างก็จะต้องสมทบเงินให้อีกส่วนหนึ่งในอัตราที่เท่ากัน

เงินที่ถูกหักไป จะได้รับคืนเมื่อไร?
เมื่อสิ้นสุดความเป็นลูกจ้าง ผู้มีสิทธิจะได้รับ เงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบจากนายจ้าง และดอกผลของเงินดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ของกองทุน โดยข้อมูลล่าสุดจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุว่า จะได้รับคืนเป็นเงินก้อนภายใน 25 วัน เพื่อช่วยเป็นหลักประกันทางการเงินในช่วงหลังสิ้นสุดการจ้างงาน
จุดสำคัญคือ ไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณีที่ถูกบริษัทเลิกจ้างเท่านั้น หากลูกจ้าง ลาออกเอง สิ้นสุดสัญญาจ้าง เกษียณอายุ หรือความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงด้วยเหตุอื่นตามหลักเกณฑ์ ก็ยังมีสิทธิได้รับเงินสะสมและเงินสมทบที่เกี่ยวข้องคืนเช่นกัน
ในกรณีที่ลูกจ้างเสียชีวิต เงินดังกล่าวจะจ่ายให้แก่บุคคลที่ลูกจ้างกำหนดไว้ หรือผู้มีสิทธิตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างจากประกันสังคมอย่างไร?
แม้จะเป็นการหักเงินจากค่าจ้างเหมือนกัน แต่ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและประกันสังคมเป็นคนละระบบ
ประกันสังคมให้ความคุ้มครองหลายด้าน เช่น การเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน ชราภาพ และเสียชีวิต ขณะที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างรูปแบบใหม่นี้มุ่งเน้นการสร้างเงินสำรองให้ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน โดยเกิดจากเงินสะสมของลูกจ้างร่วมกับเงินสมทบจากนายจ้าง
นอกจากนี้ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างยัง ไม่ใช่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) แม้จะมีลักษณะของการสะสมเงินจากทั้งนายจ้างและลูกจ้างคล้ายกัน แต่เงื่อนไข การบริหาร และกฎหมายที่กำกับดูแลแตกต่างกัน
ลาออกเองยังได้เงินหรือไม่?
คำตอบคือ มีสิทธิได้รับเงินคืนตามหลักเกณฑ์ นี่เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ควรทำความเข้าใจ เพราะเงินในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่ “ค่าชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง” แต่เป็นเงินที่เกิดจากการสะสมร่วมกันระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง
ดังนั้น แม้ลูกจ้างเป็นฝ่ายลาออกเอง เมื่อสิ้นสุดการจ้างงานก็ยังมีสิทธิได้รับเงินสะสมของตน เงินสมทบของนายจ้าง และดอกผลตามหลักเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าเงินส่วนนี้จะหายไปเพราะลาออกจากงาน
ส่วน ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เป็นอีกสิทธิหนึ่งและมีเงื่อนไขในการได้รับแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำมาปะปนกับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

นายจ้างและ HR ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
สำหรับสถานประกอบการ สิ่งสำคัญก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 คือการตรวจสอบจำนวนลูกจ้าง ตรวจสอบว่าบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือระบบสงเคราะห์ที่เข้าเงื่อนไขหรือไม่ และพิจารณาสถานะของพนักงานแต่ละกลุ่มว่าต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่
ระบบ Payroll ก็ควรเตรียมให้พร้อมสำหรับการคำนวณเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง รวมถึงการนำส่งเงินให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กำหนด กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุว่า นายจ้างสามารถดำเนินการลงทะเบียนผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้
โดยหลัก นายจ้างจะเป็นผู้หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง พร้อมจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง และนำส่งเงินเข้ากองทุน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ทำไมลูกจ้างควรรู้เรื่องนี้?
แม้อัตราเริ่มต้นที่ 0.25% อาจดูเป็นจำนวนเงินไม่มากเมื่อเทียบกับค่าจ้างแต่ละเดือน แต่เมื่อสะสมต่อเนื่องและมีเงินสมทบจากนายจ้างในอัตราเท่ากัน เงินส่วนนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งเงินก้อนที่ช่วยรองรับช่วงเวลาหลังออกจากงานได้
สำหรับพนักงาน สิ่งที่ควรรู้จึงไม่ใช่เพียงว่า “เงินเดือนจะถูกหักเพิ่มเท่าไร” แต่ควรเข้าใจด้วยว่าเงินที่ถูกหักเป็น เงินสะสมของตนเอง และยังมีเงินที่นายจ้างสมทบเพิ่มเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง ในมุมของนายจ้าง การเตรียมระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นก็ช่วยลดความผิดพลาดด้าน Payroll และการปฏิบัติตามกฎหมายเมื่อเริ่มจัดเก็บจริง
สรุป กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างรูปแบบใหม่ จะเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยในช่วงแรกลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างสมทบให้อีก 0.25% ก่อนปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป
กองทุนนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินให้กับคนทำงาน เมื่อถึงวันที่ต้องลาออก เปลี่ยนงาน สิ้นสุดสัญญา หรือเกษียณ อย่างน้อยก็ยังมีเงินสะสมของตนเอง พร้อมเงินสมทบจากนายจ้างและดอกผลไว้เป็นเงินสำรองในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตการทำงาน
สำหรับนายจ้างและฝ่าย HR ช่วงก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถือเป็นช่วงสำคัญในการตรวจสอบสิทธิของพนักงาน เตรียมระบบเงินเดือน และศึกษาขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินให้พร้อม เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเมื่อกองทุนเริ่มจัดเก็บจริง
หมายเหตุ: ข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2569 อ้างอิงข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบประกาศหรือหลักเกณฑ์ล่าสุดจากหน่วยงานราชการอีกครั้งก่อนดำเนินการจริง
21 มิ.ย. 2569
18 ส.ค. 2569